พินัยกรรม คือ การทำนิติกรรม

พินัยกรรม ถือเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 บัญญัติ ว่า “ นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วย กฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ” ดังนั้นก่อนที่จะไปดูว่าแบบของพินัยกรรมทำอย่างไร และจะทำให้ถูกต้องตามแบบได้อย่างไร ต้องมาดูก่อนว่า พินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้น ทำขึ้นโดยใจสมัคร ขณะทำมีสติสัมปชัญญะ รู้ว่าสิ่งที่กระทำนั้นคือพินัยกรรม หรือไม่
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา ที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมโดยสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ไม่สมัครใจ ผลคือพินัยกรรมไม่มีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย หรือเรียกว่ามีผลเป็น โมฆะ
คำพิพากษาฎีกาที่ 3158-3159/2536
มีผู้จับมือเจ้ามรดกเขียนชื่อในขณะที่เจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เท่ากับว่าเจ้ามรดกไม่ได้แสดงเจตนาทำพินัยกรรม เอกสารที่ทำไว้จึงไม่เป็นพินัยกรรม ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้แสดงออกต่อผู้อื่นว่าบุตรเป็นบุตรของตนและให้ใช้นามสกุลตลอดมา ถือว่าเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้ว จึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1639
คำพิพากษาฎีกาที่ 6297/2556
การทำพินัยกรรมคือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายไม่รู้สึกตัว ไม่มีสติสัมปชัญญะ พูดจาไม่ได้ บังคับร่างกายของตนก็ไม่ได้ จึงไม่สามารถที่จะแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายได้ด้วยตนเอง ข้อความในพินัยกรรมจึงมิใช่เจตนาอันแท้จริงของผู้ตาย แต่เป็นข้อความที่แสดงเจตนาของผู้แอบอ้างจัดทำขึ้นเอง จึงเป็นพินัยกรรมปลอม ไม่มีผลบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
คำพิพากษาฎีกาที่ 12697/2556
พินัยกรรมเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวมีผลเมื่อตาย เมื่อผู้ตายไม่สมัครใจทำพินัยกรรมพิพาทจึงไม่เป็นนิติกรรม ตาม ป.พ.พ.มาตรา 149 ผู้ร้องจังไม่มีสิทธิรับทรัพย์สินตามพินัยกรรมพิพาท ผู้ร้องย่อมไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกอันจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2554/2534
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า นายกลับเจ้ามรดกไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือเองด้วยความสมัครใจและไม่ได้มีเจตนาทำพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 ขึ้น เอกสารหมาย ร.1 จึงเป็นพินัยกรรมที่ไม่มีผลบังคับและวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านได้ร้องคัดค้านว่าพินัยกรรมที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม หากเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดกจริงก็เป็นพินัยกรรมที่กระทำขึ้นโดยไม่สุจริตเนื่องจากผู้ทำพินัยกรรมมีสติไม่สมบูรณ์ปราศจากความรู้สึกผิดชอบผู้ร้องเห็นว่า คำร้องคัดค้านดังกล่าวตอนแรกอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ต่อมาก็รับว่ามีการทำพินัยกรรมฉบับที่ผู้ร้องนำมายื่นต่อศาลเป็นการขัดแย้งกัน เป็นคำร้องคัดค้านที่เคลือบคลุม ไม่มีประเด็นจะสืบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2495 ระหว่าง วัดไก่เตี้ยโจทก์ นางบุญเรือน สดชื่น จำเลย นั้น เห็นว่า ข้อความตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างดังกล่าวไม่ได้ขัดแย้งกัน ดังที่ผู้ร้องอ้างเพราะพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 ผู้ร้องอ้างว่านายกลับเจ้ามรดกทำขึ้นโดยพิมพ์ลายนิ้วมือ การที่ผู้คัดค้านอ้างว่าพินัยกรรมปลอมผู้คัดค้านก็มิได้ยืนยันว่าลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมนั้นไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือที่แท้จริงของนายกลับเจ้ามรดก ส่วนข้อความต่อไปว่า หากเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของเจ้ามรดกจริงก็อ้างต่อไปว่า กระทำขึ้นโดยไม่สุจริตเพราะผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสมบูรณ์ ไม่รู้สึกผิดชอบ ซึ่งเท่ากับเจ้ามรดกไม่ได้มีเจตนาจะทำพินัยกรรมดังกล่าวขึ้น แต่ได้กระทำโดยพิมพ์ลายนิ้วมือลงไปโดยมิได้ยินยอม อันเป็นพินัยกรรมที่ไม่มีผลบังคับ ดังนี้ คำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านจึงไม่ขัดแย้งกัน ไม่เคลือบคลุม และเป็นประเด็นที่จะนำสืบได้
“ข้อควรรู้” เมื่อพินัยกรรมเป็นนิติกรรมตามกฎหมาย การทำพินัยกรรมให้สามารถบังคับใช้ได้นั้น ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำโดยใจสมัคร มีสติสัมปชัญญะ และรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นคือพินัยกรรม การทำโดยขาดเจตนา ถูกบังคับ ข่มขู่ ไม่สมัครใจ หรือไม่มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ขณะทำ มีผลทำให้พินัยกรรมไม่สามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หรือเรียกว่า พินัยกรรมเป็นโมฆะ


