เช็กด่วน! 6 ลำดับทายาท มรดกนี้ตกเป็นของใคร? (ที่หลายคนอาจเข้าใจผิด!)

"ถ้าวันนี้เราไม่อยู่...ทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต จะไปอยู่ที่ใคร? กฎหมายไทยมีคำตอบที่ชัดเจนมาก แต่มักจะมี 'ความเข้าใจผิด' ที่ทำให้ครอบครัวต้องหมางใจกันมานับไม่ถ้วน"
เมื่อเจ้ามรดกตาย มรดกตกแก่ทายาท โดยทายาทมี 2 ประเภท
- ผู้รับพินัยกรรม: ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม
- ทายาทโดยธรรม: ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย (ในกรณีที่ไม่ได้ทำพินัยกรรม)
ซึ่งทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดก ได้แก่
- "ญาติ" ตามมาตรา 1629 (1) ถึง (6) และ
- "คู่สมรส" ตามมาตรา 1629 วรรคท้าย
⚠️กฎเหล็กที่มักเข้าใจผิด! คู่สมรส คือทายาทพิเศษ
คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิได้รับมรดกเสมอ! โดยจะไปหารแบ่งร่วมกับทายาทลำดับที่ 1 หรือ 2 ในสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
เปิดผัง "6 ลำดับ ทายาทโดยธรรม"

ทายาทจะได้รับมรดกด้วยการจัดลำดับความสัมพันธ์ใกล้ชิดตามหลักสายโลหิตในลักษณะ"ญาติสนิทตัดญาติห่าง"ไว้แล้ว ดังนั้น หากทายาทลำดับก่อนยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ไม่ขาดสาย ทายาทลำดับถัดลงมาก็ไม่มีสิทธิได้รับมรดก
ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1629 บัญญัติว่า " ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
- ลำดับที่ 1: ผู้สืบสันดาน (ลูก, หลาน, เหลน, ลื่อ) เน้นว่าต้องสืบสายเลือดโดยตรงลงไป
- ลำดับที่ 2: บิดามารดา
- ลำดับที่ 3: พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
- ลำดับที่ 4: พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (พี่น้องต่างพ่อ/ต่างแม่)
- ลำดับที่ 5: ปู่ ย่า ตา ยาย
- ลำดับที่ 6: ลุง ป้า น้า อา
ลำดับที่ 1 "ผู้สืบสันดาน"
เป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629(1) หมายถึงผู้สืบสายโลหิตโดยตรงลงมาของเจ้ามรดก ได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื่อ สืบต่อไปจนหมดสายเพราะกฎหมายไม่ได้จำกัดดังเช่น ผู้บุพการีตามมาตรา 1629(5) ซึ่งเป็นทายาทที่เป็นผู้สืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย เท่านั้น
⚠️ กฎเหล็กที่มักเข้าใจผิด! ทวดจึงไม่ใช่บุพการีตามความหมายนี้ ทวดจึงไม่ใช่ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกได้ และกรณีที่ผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน ชั้นที่สนิทที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิรับมรดก ลูกเป็นผู้สืบสันดานชั้นที่สนิทที่สุดจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดก ส่วนหลานผู้สืบสันดานชั้นสองอาจมีสิทธิรับมรดกได้ ถ้าลูกในฐานะผู้สืบสันดานชั้นหนึ่งตายก่อนเจ้ามรดก หลานย่อมมีสิทธิรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1631,1639 เป็นต้น
ผู้สืบสันดาน คือ ลูก หลาน เหลน ลื่อ ตามมาตรา 1629(1) ต้องเป็นผู้สืบสันดานที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกรับรองแล้ว ตามมาตรา 1627 ซึ่งการรับรองโดยพฤติการณ์ อาทิ การให้ใช้นามสกุล, การส่งเสียอุปการะเลี้ยงดู, การแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปโดยเปิดเผยว่าเป็นบุตร เป็นต้น
การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
การสันนิษฐานว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ.บรรพ 5 เรื่องครอบครัวนั้น ได้บัญญัติเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไว้ว่า
1) เด็กเกิดตอน "พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน"
เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคหนึ่ง
2) เด็กเกิดหลังจาก "หย่าหรือสามีตาย" (ภายใน 310 วัน)
เด็กเกิดแต่หญิงภายในสามร้อยสิบวัน นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เคยเป็นสามี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1536 วรรคแรก เมื่อชายหญิงจดทะเบียนสมรสตามมาตรา 1457 แล้วมาตรา 1501 บัญญัติว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน ถ้าการสมรสสิ้นสุดแล้ว ภายใน 310 วัน หญิงเกิดคลอดบุตรโดยหญิงนั้นมิได้สมรสใหม่ ดังนี้ กฎหมายสันนิษฐานว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เคยเป็นสามี
3) เด็กเกิดก่อนศาลสั่ง "โมฆะ"
เด็กที่เกิดจากหญิงก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ หรือภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันนั้น ตามาตรา 1536 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เคยเป็นสามีก่อนศาลมีคำพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ
เด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชายหรือภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ของชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี หมายถึงเด็กที่เกิดจากหญิงขณะที่เป็นภริยาของชาย โดยชายหญิงได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เด็กนั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีในกรณีที่เด็กเกิดมาภายในสามร้อยสิบวันนับแต่การสมรสของชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสได้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 10442/2558
แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้พิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 116/2547
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคหนึ่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ การที่โจทก์จะฟ้องคดีไม่รับจำเลยที่ 2 เป็นบุตร โจทก์จะต้องพิสูจน์ว่าโจทก์ไม่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 มารดาจำเลยที่ 2 ในเวลาตั้งครรภ์คือระหว่างหนึ่งร้อยแปดสิบวันถึงสามร้อยสิบวันก่อนจำเลยที่ 2 เกิดหรือโจทก์ไม่สามารถเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ได้เพราะเหตุอย่างอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1539 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 แต่โจทก์สืบแต่เพียงว่าไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา อันเป็นการนำสืบลอย ๆ การนำสืบของโจทก์ยังไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1539 วรรคหนึ่ง ที่ให้สันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์
4) กรณี "แม่แต่งงานใหม่ทันที" (จดทะเบียนซ้อน)
เด็กเกิดแต่หญิงซึ่งการสมรสเดิมสิ้นสุดลงและสมรสใหม่ฝ่าฝืนตามมาตรา 1453และคลอดบุตรภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่การสมรสเดิมสิ้นสุดลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่ตามมาตรา 1537
5) กรณี "จดทะเบียนสมรสซ้อน"
เด็กเกิดแต่หญิงซึ่งทำการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1452 คือสมรสซ้อน และคลอดบุตรภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันทำการสมรสครั้งหลัง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีคนใหม่ที่ได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลังนั้น ในกรณีชายจดทะเบียนสมรสซ้อนกับหญิงหลายคนและหญิงเกิดบุตร บุตรที่เกิดจากหญิงภริยาทุกคนย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายสามีตามมาตรา 1536 วรรคหนึ่ง และกรณีที่หญิงจดทะเบียนซ้อนแล้วเกิดบุตร ปัญหาว่าเด็กนั้นจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีคนใด เพราะสามีทุกคนต่างเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ทั้งนี้ ตามมาตรา 1536 วรรคหนึ่ง ก็สันนิษฐานว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามี เมื่อชายผู้เป็นสามีมีหลายคนและเด็กไม่อาจเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีหลายคนนั้นได้ทุกคน ด้วยเหตุนี้ มาตรา 1538 จึงได้บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีคนใหม่หรือคนที่จดทะเบียนครั้งหลังสุด เว้นแต่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีซึ่งได้จดทะเบียนสมรสครั้งหลังตามมาตรา 1538 วรรคสอง
6) ลูกของแม่เสมอ
เด็กเกิดแต่หญิงใดย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น ตามมาตรา 1546 บัญญัติว่า "เด็กเกิดแต่หญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น"
กรณีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร เช่น ในกรณีเด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชาย ถ้าหญิงมีชู้ก็สันนิษฐานว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี ตามมาตรา 1536 หรือในกรณีหญิงสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1537 เช่นกรณี การสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้ว และเวลาได้ผ่านพ้นไปไม่ถึง 310 วัน ถ้าหญิงสมรสใหม่และคลอดบุตรภายใน 310 วัน นับจากวันสิ้นสุดของการสมรสเดิม ให้สันนิษฐานว่าเป็นบุตรสามีคนใหม่ แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นลูกติดท้องสามีคนก่อนมาก็ได้ โดยชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี ต้องฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรภายใน ๑ ปี นับแต่รู้หรือไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่เกิด
ด้วยเหตุนี้ ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีอาจฟ้องคดีต่อศาลไม่รับเด็กเป็นบุตรโดยหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้
1) กรณีที่ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีเป็นโจทก์ฟ้อง
ตามมาตรา 1536 ในกรณีเด็กเกิดแต่หญิงขณะเป็นภริยาชาย หรือเด็กที่เกิดมาภายใน 310 วัน นับแต่การสมรสสิ้นสุด สันนิษฐานว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือเคยเป็นสามีแล้วแต่กรณีนั้น ถ้าชายนั้นไม่เชื่อว่าเป็นลูกตนเอง ในกรณีดังกล่าว ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามี ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการเกิดของเด็ก ถือได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีที่จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรของตนโดยพิสูจน์ว่า ตนไม่ได้อยู่ร่วมกับมารดาเด็กในระยะเวลาตั้งครรภ์ หรือตนไม่สามารถเป็นบิดาเด็กได้เพราะเหตุอื่นตามมาตรา 1539 ทั้งนี้จะต้องปรากฏว่าตนมิได้เป็นคนแจ้งการเกิดของเด็กในทะเบียนคนเกิดว่าเป็นบุตรของตนตามมาตรา 1541 และต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่แม้จะไม่รู้การเกิดของเด็กก็จะฟ้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันเกิดของเด็กไม่ได้ตามมาตรา 1542 วรรคแรก หรือ
2) กรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็กหรือผู้จะเสียสิทธิรับมรดก
เพราะการเกิดของเด็กเป็นโจทก็ฟ้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1544 วางหลักว่า การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ผู้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็กหรือผู้จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็กอาจฟ้องได้ 2 กรณี คือ (1) ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีจะฟ้องได้ และ (2) เด็กเกิดภายหลังการตายของชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามี หมายความว่าเด็กเกิดมาภายใน 310 วัน นับจากการตายของผู้เป็นหรือเคยเป็นสามี ตามมาตรา 1544 โดยกรณี (1) ต้องฟ้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่รู้ถึงการตายของชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามี ส่วนกรณี (2) ต้องฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่รู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ทั้งนี้ทั้งสองกรณีต้องฟ้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดของเด็ก
3) กรณีที่สามีคนใหม่เป็นโจทก์ฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตร
กรณีตามมาตรา 1537, 1538 ซึ่งสันนิษฐานว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีคนใหม่ สามีคนใหม่อาจฟ้องคดีต่อศาลไม่รับเด็กเป็นบุตรก็ได้ และเมื่อศาลพิพากษาว่าเด็กมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีคนใหม่ เด็กนั้นย่อมไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของสามีคนใหม่ ส่วนอายุความหรือผู้มีอำนาจฟ้องน่าจะอนุโลมเช่นเดียวกับการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรของชายผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นสามีดังกล่าวมาแล้ว หรือ
4) กรณีที่ผู้สืบสันดาน ในกรณีที่ เป็นบุตรนอกกฎหมายกฎหมาย ที่กลับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
บุตรนอกกฎหมายของบิดาผู้ให้กำเนิด อาจเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้สืบสันดานทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) ตามมาตรา 1547 บุตรนอกกฎหมายอาจเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายในกรณีดังนี้ คือ บิดามารดาของเด็กได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง หรือบิดาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ทั้งนี้มาตรา 1557 บัญญัติว่า การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 มีผลนับแต่วันสมรสหรือวันจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรหรือนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี หรือ
5) กรณีผู้สืบสันดานที่เป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วและบุตรบุญธรรม
ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1627 ได้บัญญัติว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ดังนั้นจึงเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) ถ้าเป็นบุตรนอกกฎหมายและบิดาก็ไม่รับรอง ย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวและมรดก
ลำดับที่ 2 "บิดามารดา"
ต้องเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีมารดาที่ให้กำเนิดบุตรนั้น ย่อมเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายเสมอตาม ป.พ.พ. มาตรา 1546 แต่การเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ใช้หลักการเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรมาบังคับใช้เช่นกัน คือ การที่บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน หรือบิดาที่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร และการเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองโดยพฤตินัยตามมาตรา 1627 ก็ไม่อาจถือว่าจะทำให้เด็กนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเพียงแต่ทำให้เด็กนั้นมีสิทธิรับมรดกของบิดาเท่านั้น และการรับรองบุตรนอกกฎหมายของบิดาก็ไม่อาจทำให้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้
⚠️ รู้หรือไม่? บิดามารดา มีสิทธิได้รับมรดกเสมือนเป็นลูกคนหนึ่ง
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคท้าย ระบุว่า ถ้ามีทายาทลำดับที่ 1 (ลูก) และทายาทลำดับที่ 2 (พ่อแม่ของเจ้ามรดก) "ทั้งสองลำดับนี้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกัน"
และต้องเป็นพ่อแม่โดยชอบด้วยกฎหมาย หมายถึงพ่อต้องจดทะเบียนสมรสกับแม่ หรือมีการจดทะเบียนรับรองบุตร (ส่วนแม่ได้สิทธิตามธรรมชาติอยู่แล้ว)
ลำดับที่ 3 "พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน"
ต้องเป็นพี่หรือน้องที่เกิดจากบิดามารดาเดียวกัน บุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่พี่น้องร่วมบิดามารดาของบุตรของผู้รับบุตรบุญธรรม สำหรับความเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่า บิดาและมารดาของเด็กที่เป็นพี่น้องกันนั้นต้องเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั่นเอง
การเป็นพี่น้องที่จะเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (3) นั้นให้พิจารณาความเป็นพี่น้อง ตามความเป็นจริง แม้ว่าเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม เช่น บิดามารดาของโจทก์และผู้ตายจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ความเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์และผู้ตายเปลี่ยนแปลงไป เพราะกฎหมายมิได้กำหนดว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องให้บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันด้วย จึงต้องถือความเป็นพี่น้องตามความเป็นจริง
เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรมและผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดาน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทลำดับ 3 ของผู้ตาย จึงเป็นผู้จัดการศพของผู้ตายและมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันได้แก่ค่าปลงศพ เพราะเหตุที่ลูกจ้างของจำเลยขับรถยนต์ชนผู้ตายได้
ลำดับที่ 4 "พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน"
ลำดับที่ 5 "ปู่ ย่า ตา ยาย"
ซึ่ง ปู่ ย่า คือบิดา มารดาของบิดาเจ้ามรดก ส่วน ตายาย คือบิดามารดาของมารดาเจ้ามรดก ปู่ ย่า ตา ยาย ที่จะเป็นทายาทโดยธรรตามมาตรา 1629 (5) หมายถึง ผู้บุพการีหรือญาติสืบสายโลหิตโดยตรงของเจ้ามรดกเท่านั้น และต้องเป็นปู่ ย่า ที่ชอบด้วยฎหมายของบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ส่วนตาต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเจ้ามรดก
ลำดับที่ 6 "ลุง ป้า น้า อา ซึ่ง ลุง”
ไม่จำกัดว่าเป็นพี่น้องร่วมแต่บิดา หรือร่วมแต่มารดาของบิดามารดาของเจ้ามรดก ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันกับ ลุง ป้า น้า อา ที่เป็นพี่น้องร่วมบิดาและมารดาของเจ้ามรดก
ทั้งนี้ ตราบใดที่มีทายาทซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ยังไม่ขาดสาย แล้วแต่กรณี ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 ทายาทผู้ที่อยู่ในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย, แต่ความในวรรคก่อนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีเฉพาะที่มีผู้สืบสันดานคนใดยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดก
แทนที่กันแล้วแต่กรณี และมีบิดามารดายังมีชีวิตอยู่ ในกรณีเช่นนั้นให้บิดามารดาได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร " อธิบายได้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยลำดับทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังกันเท่านั้น แต่ใน ป.พ.พ. มาตรา 1630 เป็นการรับรองว่า ทายาทโดยธรรมในลำดับมาก่อนนั้นย่อมได้รับสิทธิในการรับมรดกทั้งหมด เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น หรือถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ ตามมาตรา 1629 เป็นเรื่องทายาทลำดับมาก่อนมีสิทธิก่อน แต่ตามมาตรา 1630 เป็นเรื่องขยายมาตรา 1629 คือทายาทลำดับก่อนมีสิทธิในกองมรดกทั้งหมด โดยมีข้อพิจารณาว่า ทายาทในลำดับที่มาก่อนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทายาทในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย การเรียงลำดับทายาทนั้นเป็นไปตามมาตรา (1) ถึง (6)โดยอาศัยหลักญาติสนิทตัดญาติห่าง เช่น เจ้ามรดกมีบุตร ภริยาตายไปแล้วนอกจากนั้นก็มี พี่ ป้า น้า อา ดังนั้น ผู้สืบสันดานเป็นทายาทอันดับ (1) ย่อมตัดอันดับ (3) คือ พี่ และอันดับ (6) คือ ป้า น้า อา ดังนั้นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 (1) ย่อมได้รับมรดกทั้งหมด แต่ถ้าเจ้ามรดกไม่มีทายาทอันดับ (1) ทายาทอันดับ (3) คือ พี่ ย่อมได้รับมรดกทั้งหมด หรือถ้าทายาทในลำดับที่มาก่อนถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดกถ้าผู้นั้นมีผู้สืบสันดาน ก็ให้ผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ เมื่อมีการรับมรดกแทนที่ในทายาทโดยธรรมลำดับใด ๆ ตามมาตรา 1629 นั้นแล้ว ผู้ที่รับมรดกแทนที่ย่อมอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมในลำดับที่ได้แทนที่นั้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการรับมรดกแทนที่ตามมาตรา 1639
สิทธิในการรับมรดกของผู้สืบสันดานต่างชั้น ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1631 บัญญัติว่า " ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันนั้น บุตรของเจ้ามรดกอันอยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ผู้สืบสันดานที่อยู่ในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่ " อธิบายได้ว่า ผู้สืบสันดานชั้นที่สนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิได้รับมรดก ถ้ามีผู้สืบสันดานต่างชั้นกัน บุตรของเจ้ามรดกที่อยู่ในชั้นสนิทที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1629 (1) ผู้สืบสันดานหมายถึง ผู้ที่สืบสายโลหิตโดยตรงลงมา ได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื่อ และถัดไปไม่ขาดสายของเจ้ามรดก แต่ไม่ใช่ว่า หลาน เหลน ลื่อ จะมีสิทธิรับมรดก ร่วมกับบุตร เพราะมาตรา 1631 ได้บัญญัติให้บุตรของเจ้ามรดกเท่านั้นมีสิทธิรับมรดก ทั้งนี้ เพราะในระหว่างผู้สืบสันดานด้วยกัน ผู้สืบสันดานชั้นบุตรเป็นชั้นที่สนิทที่สุดของเจ้ามรดก ส่วนผู้สืบสันดานชั้นหลานจะรับมรดกได้ ก็โดยการรับมรดกแทนที่บุตรเมื่อบุตรตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1639 และถ้าบุตรและหลานตายก่อนเจ้ามรดก เหลนก็รับมรดกแทนที่หลานตามลำดับฃ
การรับมรดกแทนที่กันจะมีได้เฉพาะผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่บิดามารดาเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 และ มาตรา 1642 โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาของ ส. มิใช่ผู้สืบสันดาน จึงไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ โดย ส.มีบุต 3 คน คือ พ. โจทก์ที่ 2 และ โจทก์ที่ 3 และเมื่อปรากฎว่า พ.สละมรดกของ ส.เท่านั้น ไม่ได้สละสิทธิในการรับมรดก ของ ก. อันเป็นการรับมรดกแทนที่ ส. ดังนี้ พ. มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. ในการสืบมรดกของ ก. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1645 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงมีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. ในการสืบมรดกของ ก. คนละหนึ่งในสาม
บุตรบุญธรรมนั้นกฎหมายถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมก็จริงแต่บุตรบุญธรรมหาใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ คำว่า ผู้สืบสันดานโดยตรงตามมาตรา 1643 นั้น หมายถึงผู้สืบสันดานในทางสืบสายโลหิตโดยแท้จริง หาใช่ผู้สืบสันดานโดยอ้อมเพียงการสมมุติของกฎหมายเท่านั้นไม่ การที่มาตรา 1627 บัญญัติให้ถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น ก็เพื่อประโยชน์ในการที่จะให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมตาม มาตรา 1629(1) เท่านั้น แต่การรับมรดกแทนที่นั้นไม่เหมือนกับการรับมรดกธรรมดาเพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 1643 ว่า ผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ได้ต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง คือต้องเป็นผู้สืบสันดานในทางสืบสายโลหิตโดยแท้จริงด้วย มิใช่เพียงแต่เป็นผู้สืบสันดานโดยอ้อมเพียงการสมมุติของกฎหมายเท่านั้น แม้แต่คู่สมรสของบุตรเจ้ามรดกซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่ใกล้ชิดของบุตรเจ้ามรดกคนหนึ่งตามมาตรา 1629 วรรคท้าย ก็ยังไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่บุตรเจ้ามรดกได้ เพราะไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงฉันใด บุตรบุญธรรมของบุตรเจ้ามรดกก็ย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่บุตรเจ้ามรดกได้ฉันนั้น ทั้งนี้ก็เพราะการรับมรดกแทนที่นั้นกฎหมายมุ่งหมายให้เป็นสิทธิของหลานหรือเหลนที่มีความสัมพันธ์ในทางสายโลหิตเพื่อสืบมรดกของวงศ์ตระกูลต่อไปเท่านั้นเองว่าโดยเหตุผลจะเห็นได้ว่าบุตรบุญธรรมนั้นมีความสัมพันธ์พิเศษเป็นการเฉพาะตัวกับผู้รับบุตรบุญธรรมเท่านั้น จึงมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมตามมาตรา 1627, 1629(1) ได้ แต่บุตรบุญธรรมหาได้มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับญาติอื่นของผู้รับบุตรบุญธรรมด้วยไม่ ฉะนั้นบุตรบุญธรรมจึงไม่มีสิทธิรับมรดกของมารดาผู้รับบุตรบุญธรรมแทนที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้ตามมาตรา 1643
ผู้ตายไม่มีบุตรและภริยา บิดามารดาของผู้ตายก็ถึงแก่กรรมไปหมดแล้วทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงตกได้แก่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายซึ่งรวมถึง ล. ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (3) เมื่อ ล. ถึงแก่กรรมภายหลังโดยยังไม่ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกส่วนที่ ล. จะได้รับก็ตกแก่ ป. ผู้สืบสันดาน แต่ปรากฏว่า ป. ถึงแก่กรรมไปก่อน ล. แล้ว ทรัพย์มรดกส่วนที่ ป. จะได้รับก็ตกแก่ผู้ร้องและ ฉ. ผู้สืบสันดานซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่ ป. ตามมาตรา 1639 ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในกองมรดกและเมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ผู้ร้องย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 (2)


