พยานในพินัยกรรมสำคัญอย่างไร? เจาะลึกคุณสมบัติและเหตุที่ทำให้เป็นโมฆะ

พินัยกรรม ที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย จะต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด และต้องมีพยานรับรู้และลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมอย่างน้อย 2 คน ยกเว้นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
การเป็นพยานในพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1670 บัญญัติว่า “บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำ พินัยกรรมไม่ได้
(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิลุนิติภาวะ
(2) บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
(3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง”
กฎหมายกำหนดคุณสมบัติบุคคลที่เป็นพยานในพินัยกรรมได้ ต้องอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ และไม่เป็นบุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง นอกจากนี้ พยานในพินัยกรรมจะต้องไม่เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งตามมาตรา 1653 บัญญัติว่า “ผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับ ทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้
ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย
พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตาม มาตรา 1663 ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้”
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา เกี่ยวกับ พยานในพินัยกรรมที่มีผลให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 8045/2544
การทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658(1) บัญญัติว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน แต่ขณะปลัดอำเภอ ค. สอบถามความประสงค์ของผู้ตายในการทำพินัยกรรมนั้น ผู้ตายนอนป่วยอยู่บนรถพยาบาลไม่สามารถลงจากรถได้ และ พ. ซึ่งเป็นผู้พิมพ์ข้อความในพินัยกรรมและลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ไม่ได้เห็นตัวผู้ทำพินัยกรรมปลัดอำเภอ ค. กับผู้ร้องเป็นคนบอกให้ พ. พิมพ์พินัยกรรมจากนั้นปลัดอำเภอ ค. กับผู้ร้องได้นำพินัยกรรมไปอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมฟังแล้วนำกลับมาให้ พ. ลงลายมือชื่อเป็นพยานจึงฟังได้ว่าผู้ตายมิได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ซึ่งการอยู่ต่อหน้าพยานนั้นจะต้องอยู่ต่อหน้าโดยพยานได้เห็นได้ยินผู้ทำพินัยกรรมแจ้งข้อความมิใช่เพียงแต่เห็นมีการทำพินัยกรรมและข้อความในพินัยกรรมเท่านั้น ดังนั้นพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 5288/2561
ที่จำเลยฎีกาว่า ลายมือชื่อโจทก์ที่มอบอำนาจให้ ค. ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ เป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้า ส. และ บ. ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมดังกล่าว เมื่อ ส. และ บ. ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับรองขณะ น. ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม แต่มาลงลายมือชื่อในภายหลัง ย่อมไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705
คำพิพากษาฎีกาที่ 3045/2548
เจ้ามรดกไม่ได้แจ้งข้อความที่ประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนต่อหน้าพยานทั้งสองคนพร้อมกัน พินัยกรรมที่ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 ภ. และ ก. ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานพร้อมกันในขณะจัดทำพินัยกรรม ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1656 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น ดังนี้ พินัยกรรมจึงมิได้ทำขึ้นตามแบบที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้ ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705
คำพิพากษาฎีกาที่ 621/2492
พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองนั้น กรมการอำเภอที่ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม จะลงลายมือชื่อในฐานะพยานอีกฐานะหนี่งไม่ได้ จะต้องมีพยานซึ่งเป็นบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคน จึงจะสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมฝ่ายเมือง
“ข้อควรรู้” การทำพินัยกรรมต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ซึ่งคุณสมบัติตามกฎหมายข้างต้น มักก่อให้เกิดประเด็นปัญหาจนเป็นที่มาของคำพิพากษาฎีกามากมายที่ถกเถียงกันในเรื่องพยานพินัยกรรมที่อาจมีผลทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะได้ ดังนั้นการทำพินัยกรรมกับผู้เชี่ยวชาญพร้อมพยานที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายกำหนดถึงสำคัญมาก



